ลัมโบร์กินี เผยโฉม Urus SE Performante ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ทั้งในด้านสมรรถนะ ไดนามิกการขับขี่ และประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์

ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) เปิดตัว “Lamborghini Urus SE Performante[1]” ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ล่าสุด เตรียมสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนต์ทั้งในด้านสมรรถนะ ไดนามิกการขับขี่ และประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดยอด พร้อมคงความสะดวกสบายที่เหนือระดับไว้อย่างครบถ้วน ด้วยโซลูชันทางเทคนิคอันล้ำสมัยที่นำมาประยุกต์ใช้กับระบบกันสะเทือนได้อย่างลงตัว

Urus SE Performante ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตร ทำงานประสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ให้กำลังเครื่องรวมสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของ Urus ที่ 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร ส่งผลให้ Urus SE Performante ครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดในเซกเมนต์และยกระดับมาตรฐานด้านสมรรถนะขึ้นไปอีกขั้น พร้อมพัฒนาอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังจากที่เคยโดดเด่นอยู่แล้ว (3 กก./แรงม้า) ให้ดียิ่งขึ้นด้วยการใช้ชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์อย่างครอบคลุมทั้งตัวถัง ไม่ว่าจะเป็นฝากระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนทั้งหน้าและหลัง ซึ่งผสานการทำงานกับสปอยเลอร์หลังคู่เพื่อเสริมประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อนของเบรก มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบทั้งบนถนนและในสนามแข่ง

สำหรับประสิทธิภาพไดนามิกการขับขี่ Urus SE Performante สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ ทั้งในด้านความแม่นยำ เสถียรภาพ และการตอบสนองของรถยนต์ เพราะนอกจากกำลังและแรงบิดที่เพิ่มขึ้น อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ดีขึ้น และโซลูชันด้านอากาศพลศาสตร์แบบใหม่แล้ว รถรุ่นนี้ยังนำระบบกันสะเทือนถุงลมแบบ AURA dual-chamber มาใช้ในตระกูล Urus เป็นครั้งแรก ซึ่งไม่เพียงลดอาการโคลงของตัวถังในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงลงถึงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังลดแรงสั่นสะเทือนลง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
“เมื่อ 40 ปีก่อน ลัมโบร์กินีคือผู้ให้กำเนิดแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีจากรุ่นอันเป็นตำนานอย่าง LM002 ต่อมาในปี ค.ศ. 2012 เรายังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ด้วยการเปิดตัวรถต้นแบบ Urus ซึ่งนิยามขอบเขตของรถในเซกเมนต์นี้ขึ้นใหม่อีกครั้ง และวันนี้ ด้วย Urus SE Performante เราได้นำแนวคิดซูเปอร์เอสยูวีก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด” มร.สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “รถรุ่นนี้คือตัวแทนแห่งสมรรถนะ ความแม่นยำ และอารมณ์ร่วมในการขับขี่ขั้นสุดเท่าที่ตระกูล Urus เคยทำได้ และในขณะเดียวกัน ก็ยังคงความอเนกประสงค์และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเซกเมนต์ กล่าวคือ Urus SE Performante คือผลลัพธ์แห่งเส้นทางการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่งของลัมโบร์กินีในด้านนวัตกรรมและสมรรถนะ ที่ผสานเทคโนโลยีไฮบริดอันล้ำสมัย ประสิทธิภาพไดนามิกขั้นสูง และภาษาการออกแบบที่ถ่ายทอดตัวตนได้ทันทีเมื่อแรกเห็น ซึ่งนี่คือรูปลักษณ์ของยนตรกรรมซูเปอร์เอสยูวีขั้นสูงสุด”

เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE[2] รถยนต์ Performante มาพร้อมโหมดขับขี่ Rally ที่เพิ่มเติมใหม่ ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาโดยเฉพาะเพื่อมอบความเร้าใจสูงสุดเมื่อขับขี่บนพื้นผิวเรียบลื่น เสริมทัพด้วยโหมด Strada, Sport และ Corsa รวมถึงโหมด EV สำหรับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้ Urus SE Performante เป็นซูเปอร์เอสยูวีที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.3 วินาที 0-200 กม./ชม. ใน 10.8 วินาที และความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม.

การออกแบบรถยนต์
Urus SE Performante คือทายาทรุ่นล่าสุดแห่งสายพันธุ์ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 2012 จากการเปิดตัวรถต้นแบบคันแรก ณ งาน Beijing Auto Show ก่อนต่อยอดสู่รุ่นผลิตจริงคันแรกที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 2017 ซึ่งได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของลัมโบร์กินี และประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในทันที
ในปี ค.ศ. 2022 ตระกูล Urus ขยายตัวเป็นสองเท่าด้วยการเปิดตัวรุ่น S และ Performante ตามมาด้วย Urus SE ซึ่งก้าวขึ้นเป็นเสาหลักที่ 2 ของกลยุทธ์การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสมรรถนะสูงของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินีในปี ค.ศ. 2024 โดยแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนวิวัฒนาการทั้งในด้านเทคนิคและการออกแบบได้อย่างโดดเด่น
สำหรับรถยนต์ตระกูล Urus ศูนย์การออกแบบ Centro Stile ของลัมโบร์กินีได้ถ่ายทอดปรัชญาความงามจากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส สู่ยานยนต์ซูเปอร์เอสยูวี จนก่อเกิดเป็นเซกเมนต์ใหม่ในด้านสไตล์ด้วยเช่นกัน

“สำหรับ Urus SE Performante เราได้ปั้นอารมณ์แห่งการขับขี่ให้เป็นรูปร่างที่จับต้องได้” มร.มิตจา บอร์เกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี กล่าว “ในขณะที่ Urus SE คือรูปลักษณ์อันหรูหราของสไตล์สปอร์ต ดีไซน์ของ Urus SE Performante กลับได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมรรถนะล้วน ๆ รวมถึงปรัชญาของเราที่ว่า ‘We give adrenaline a shape’ (เราปั้นรูปร่างให้กับอะดรีนาลีน) และเพื่อขับเน้นบุคลิกซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถ เราจึงเลือกเผยให้เห็นชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์มากขึ้นทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร”
สำหรับลัมโบร์กินี สมรรถนะและการออกแบบต้องวิวัฒน์ไปร่วมกัน และทุกองค์ประกอบต้องตอบสนองไม่เพียงความงาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ “นี่คือรถยนต์ Urus ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งนับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา เรามีความชัดเจนว่าดีไซน์ต้องตอบโจทย์ทั้งแรงกระเพื่อมทางอารมณ์และสมรรถนะการทำงาน นั่นคือเหตุผลที่เราสร้างช่องรับอากาศ S-Duct ขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้า ซึ่งไม่เพียงทำให้ด้านหน้าตัวรถดูสปอร์ตยิ่งขึ้น แต่ยังทำหน้าที่สำคัญด้านอากาศพลศาสตร์อีกด้วย” บอร์เกิร์ต กล่าวเสริม
ดีไซน์ของ Urus SE Performante พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Bold sportiness” (ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตที่ดุดัน) มุ่งเน้นความเชื่อมโยงด้านการมองเห็นระหว่างรูปทรงและฟังก์ชัน โดยสร้างเส้นสายที่คมชัดและพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น ในขณะที่องค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ทุกชิ้นล้วนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตอกย้ำหลักการที่ว่า สมรรถนะและการออกแบบต้องดำเนินผสานกันไปอย่างสมบูรณ์

ด้านหน้าของตัวรถจึงถ่ายทอดบุคลิกออกมาอย่างชัดเจน ฝากระโปรงหน้าคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่มาพร้อมสันนูนกลางฝากระโปรง (power dome) ที่ชวนให้นึกถึงมรดกด้านการออกแบบของลัมโบร์กินี ในขณะที่ลายเส้นกราฟิกทรงโอเมกาอันเป็นเอกลักษณ์และช่องลมเข้าที่ออกแบบใหม่ ช่วยขับเน้นมิติความกว้างและสร้างความโดดเด่นได้อย่างมากเมื่อขับขี่บนท้องถนน ช่องลมเข้าด้านหน้ามีขนาดใหญ่และชัดเจนขึ้น ซึ่งไม่เพียงเสริมความบึกบึนของงานออกแบบเท่านั้น แต่ยังเสริมการระบายความร้อน ช่วยให้อากาศไหลเวียนสู่ส่วนหม้อน้ำได้ดียิ่งขึ้น
การใช้คาร์บอนไฟเบอร์เปลือยอย่างครอบคลุม ซึ่งใช้มากที่สุดเท่าที่เคยมีใน Urus ยิ่งขับเน้นเอกลักษณ์ด้านเทคนิคของตัวรถให้ดูสง่างามเหนือระดับและมีความสปอร์ตมากขึ้น แนวทางนี้ยังถูกใช้ในการออกแบบด้านข้างเช่นกัน เพื่อสร้างสัดส่วนที่พลิ้วไหวยิ่งขึ้นด้วยรูปทรงที่กว้างและมั่นคงกว่าเดิม ล้อแบบใหม่ขนาด 23 นิ้วและดีไซน์ก้านตัว Y ไขว้อันประณีต ช่วยเน้นย้ำบุคลิกเชิงสมรรถนะ ในขณะที่ซุ้มล้อดีไซน์ใหม่ที่ผสานรายละเอียดของคาร์บอนไฟเบอร์ ช่วยเสริมพลังของภาพลักษณ์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

ส่วนท้ายรถยังสานต่อภาษาการออกแบบเดียวกัน โดยผสานประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์เข้ากับความดุดันน่าเกรงขาม ติดตั้งสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ที่สูงขึ้นและกลมกลืนกับตัวรถยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับปีกหลังที่ได้แรงบันดาลใจจากอุตสาหกรรมการบินและโลกมอเตอร์สปอร์ต ในขณะที่ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยออกแบบใน Urus ช่วยขยายมิติความกว้างและความสปอร์ตให้กับตัวรถ พื้นผิวช่วงท้ายรถยังสอดแทรกสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น ลายเรขาคณิตหกเหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจจาก Countach ที่เสริมเอกลักษณ์ทางการออกแบบให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารสะท้อนจิตวิญญาณทั้งสองด้านของตัวรถ ด้วยเลย์เอาต์ที่ดูสปอร์ตและเน้นผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “Feel like a Pilot” อันเป็นหัวใจสำคัญในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี

ปิดท้ายด้วยเฉดสีตัวถังที่ตอกย้ำการตีความสองมิตินี้ โดยนอกจากโทนสีจัดจ้านเร้าใจอย่างสีเหลือง Giallo Crius แบบใหม่แล้ว ยังมีตัวเลือกแนวไลฟ์สไตล์อย่างสีเขียวด้าน Verde Hydra อันหรูหรา ช่วยเน้นย้ำความอเนกประสงค์ของยานยนต์ Urus SE Performante และถ่ายทอดบุคลิกอันเป็นเอกลักษณ์โดยไม่ต้องลดทอนคุณภาพในส่วนใด

ดีไซน์ “Feel Like a Pilot” และระบบ HMI
“ภายในห้องโดยสารมาพร้อมลวดลายและกราฟิกที่ออกแบบเฉพาะรุ่น โดดเด่นด้วยโมทีฟรูปตัว Y และรายละเอียดสีแดงตัดกันที่ช่วยขับเน้นบุคลิกสปอร์ตของตัวรถ พร้อมเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืนอย่างไมโครไฟเบอร์ CorsaTex by Dinamica ที่ผสานดีไซน์เชิงสมรรถนะเข้ากับงานฝีมือเชิงนวัตกรรมอย่างลงตัว” บอร์เกิร์ต กล่าว
บริเวณกลางแผงหน้าปัดติดตั้งหน้าจอแบบใหม่ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งมาพร้อม Human Machine Interface (HMI) ที่ใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ด้วยภาพกราฟิกดีไซน์ใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Revuelto[3] ทีมนักออกแบบของ Centro Stile ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับช่องแอร์ รายละเอียดอะลูมิเนียมอโนไดซ์รูปตัว Y อันเป็นเอกลักษณ์ และวัสดุหุ้มแบบใหม่สำหรับแผงประตู เบาะนั่ง และแผงหน้าปัด ซึ่งมาพร้อมแผงปุ่มกดแบบกลไกสไตล์นักบินที่ออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ตอกย้ำแนวคิด “feel like a pilot” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ผู้ขับขี่จะได้ใช้งานแผงหน้าปัดรวมแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว โดยหน้าจอสัมผัสกลางขนาด 12.3 นิ้วนี้ ยังผสานเข้ากับคอนโซลกลางซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบอินโฟเทนเมนต์ LIS (Lamborghini Infotainment System) พร้อมระบบเทเลเมทรีเฉพาะรุ่น และจอแสดงผลระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เพื่อให้รับรู้ถึงสภาพแวดล้อมการขับขี่ได้รอบด้าน

ปิดท้ายด้วยพวงมาลัยแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อ Urus SE Performante โดยเฉพาะ โดยผสานบุคลิกแนวสปอร์ตเข้ากับความหรูหราสุดประณีต โดดเด่นด้วยกรอบคาร์บอนไฟเบอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดีไซน์สวยเพรียวทันสมัยเพื่อเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับห้องโดยสาร ยกระดับทั้งประสบการณ์การขับขี่และสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของห้องโดยสารได้อย่างยอดเยี่ยม

ประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์
Urus SE Performante ใหม่ ยืนหนึ่งบนจุดสูงสุดด้านสมรรถนะในกลุ่มซูเปอร์เอสยูวี พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้านประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ที่ไม่มีใครเทียบได้
เป้าหมายการพัฒนาไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มความเร็วสูงสุดและสมรรถนะการเร่งบนทางตรงเท่านั้น หากยังรวมถึงการสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างประสิทธิภาพ เสถียรภาพ และการระบายความร้อนของชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับทั้งบนถนนและในสนามแข่ง
หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดคือการลดแรงต้านอากาศลง 3% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE ซึ่งนี่เป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงและสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ โดย Urus SE Performante มีค่าแรงต้านเทียบเท่ากับ Urus Performante รุ่นก่อน ซึ่งนับเป็นผลลัพธ์อันน่าทึ่งเมื่อพิจารณาว่าได้แรงกดเพิ่มขึ้นถึง 16% เมื่อเปรียบเทียบกับ Performante รุ่นก่อน และเพิ่มขึ้น 23% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE

เมื่อพิจารณาแต่ละแนวแกน ตัวรถสร้างแรงกดด้านหน้าเพิ่มขึ้นถึง 22% ในขณะที่ยังคงแบกน้ำหนักด้านท้ายไว้เท่าเดิมเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน สมดุลนี้เกิดจากการใช้สปลิตเตอร์หน้าใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยออกแบบมาเพื่อลดแรงยกได้อย่างเห็นผลพร้อมเสริมความคล่องตัวของตัวรถให้ดีขึ้น

สำหรับส่วนท้าย มอบเสถียรภาพในขณะขับขี่ความเร็วสูงจากการทำงานผสานกันของสปอยเลอร์คาร์บอนไฟเบอร์คู่บน-ล่าง ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดอากาศระดับสูงสุด พร้อมเสริมลุคแบบซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถ
นอกจากนี้ เพื่อการจัดการความร้อนที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นของระบบปลั๊กอินไฮบริด (ระบบส่งกำลัง แบตเตอรี่ และเกียร์) Urus SE Performante จึงมาพร้อมระบบระบายความร้อนที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด โดยแทนที่จะใช้ช่องลมเข้าด้านใต้ท้องรถ ระบบใหม่เปลี่ยนมาใช้ช่องลมบนฝากระโปรงที่ทำหน้าที่เป็น S-Duct ร่วมกับช่องระบายอากาศบริเวณซุ้มล้อหน้า โดยช่องระบายอากาศภายในซุ้มล้อที่ได้รับการขยายขนาดให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการระบายอากาศผ่านช่องทางเหล่านี้โดยเฉพาะ
โซลูชันนี้ไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบส่งกำลัง โดยคงปริมาณอากาศไหลเวียนเท่ากับรุ่น SE แต่ยังเสริมประสิทธิภาพอากาศพลศาสตร์ใต้ท้องรถ และช่วยลดแรงยกด้านหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
การระบายความร้อนของเบรกก็ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษให้มีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE จากการใช้ท่อรับอากาศ NACA ใหม่ที่ปรับแต่งมาเพื่อ Urus SE Performante โดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับสปลิตเตอร์หน้าเพื่อส่งลมเย็นเข้าสู่จานเบรกและคาลิเปอร์โดยตรง พร้อมมอบประสิทธิภาพการเบรกที่เหนือชั้นและมั่นใจได้สูงสุด แม้ในสภาวะการขับขี่ที่สมบุกสมบันและยาวนานที่สุด

เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
ลัมโบร์กินี Urus SE Performante สร้างกรอบแนวคิดใหม่ให้กับเซกเมนต์ซูเปอร์เอสยูวี ด้วยขุมพลังไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ผสานกำลังของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับประสิทธิภาพและการตอบสนองของเทคโนโลยีไฟฟ้า โดยหัวใจของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีครั้งนี้คือเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ 4.0 ลิตรที่ได้รับการการันตีประสิทธิภาพแล้ว โดยทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์กับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบแม่เหล็กถาวร ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบสองหัวใจหลักนี้ให้กำลังเครื่องรวม 812 แรงม้า (596 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบ/นาที มอบแรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตรในช่วง 2,000-5,500 รอบ/นาทีตั้งแต่เกียร์แรก จึงให้แรงขับต่อเนื่องในทุกรอบเครื่องยนต์และทุกโหมดการขับขี่ เพิ่มขึ้นจากรุ่น Urus Performante รุ่นก่อนถึง 146 แรงม้าและ 150 นิวตันเมตร
มอเตอร์ไฟฟ้าแบบซิงโครนัสซึ่งติดตั้งไว้อย่างมีชั้นเชิงหน้าชุดเกียร์ ไม่เพียงทำหน้าที่เสริมสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น แต่ยังทำให้รถแล่นในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ไกลกว่า 60 กม. ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 25.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งติดตั้งอยู่ใต้พื้นห้องสัมภาระเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วงที่เหมาะสมที่สุด
การบริหารกำลังเครื่องเกิดจากเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดที่ถูกปรับจูนมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อขับเน้นบุคลิกสปอร์ตของตัวรถ พร้อมการอัปเดตซอฟต์แวร์ครั้งใหญ่ที่ช่วยลดเวลาตอบสนองให้เร็วขึ้นอีกขั้น เพิ่มความไวต่อคำสั่งของผู้ขับขี่และลดอาการรอรอบให้เหลือน้อยที่สุด

ตัวรถยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน พร้อมคลัตช์กลางควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ระบบส่งถ่ายกำลังส่วนกลางนี้จะทำงานผสานกับเฟืองท้ายแบบล็อกอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง ช่วยกระจายแรงบิดแบบแปรผัน สามารถสร้างอาการท้ายปัดแบบ oversteer “ได้ตามต้องการ” และยังคงสัมผัสการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของซูเปอร์สปอร์ตคาร์จากโรงงานซัง’อกาตา โบโลนเญส ไว้อย่างสมบูรณ์
ข้อมูลด้านสมรรถนะจากการผสานพลังเชิงกลไกและอิเล็กทรอนิกส์นี้ ส่งให้ Urus SE Performante กลายเป็นผู้นำสูงสุดในคลาส ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 10.8 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 312 กม./ชม. มอบสถานะมาตรฐานระดับสูงสุดสำหรับผู้ขับขี่ที่แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจและสมรรถนะที่เหนือใครในเซกเมนต์

อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังที่ดีที่สุดในคลาส
Urus SE Performante ใหม่ ยังสร้างนิยามใหม่ของมาตรฐานด้านสมรรถนะให้กับเซกเมนต์ซูเปอร์เอสยูวี ผ่านการลดน้ำหนักอย่างรัดกุมและการปรับแต่งชิ้นส่วนโครงสร้างทุกจุดอย่างเป็นระบบ ปรัชญาเชิงวิศวกรรมนี้ส่งผลให้ตัวรถสามารถทำอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังได้เพียง 3 กิโลกรัมต่อแรงม้า ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของคลาสอย่างแท้จริง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus SE แล้ว รุ่น Performante นี้มีน้ำหนักลดลงถึง 32 กิโลกรัม เหลือน้ำหนักตัวรถตามมาตรฐานเพียง 2,473 กิโลกรัมเท่านั้น
การใช้คาร์บอนไฟเบอร์อย่างครอบคลุมในชิ้นส่วนสำคัญ ทั้งฝากระโปรงหน้า หลังคา ซุ้มล้อ สเกิร์ตข้าง และดิฟฟิวเซอร์หลัง ช่วยยกระดับประสิทธิภาพเรื่องน้ำหนักของตัวถังรถได้ในทุกรายละเอียด การเพิ่มประสิทธิภาพขั้นสูงสุดยังขยายไปถึงระบบไอเสียที่ใช้ชิ้นส่วนไทเทเนียมเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงหม้อพักและปลายท่อ เพื่อช่วยลดน้ำหนักเฉพาะระบบไอเสียลงได้กว่า 10 กิโลกรัมเลยทีเดียว
การยกระดับอุปกรณ์มาตรฐานยังครอบคลุมถึงระบบเบรก Integrated Power Brake (IPB) ที่ลดน้ำหนักลงถึง 4 กิโลกรัม และการปรับแต่งแพ็กเกจ NVH (Noise, Vibration, Harshness) อย่างพิถีพิถัน ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงอีก 3.3 กิโลกรัม
ห้องโดยสารได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับสมรรถนะเป็นหลัก การตกแต่งภายในแบบมาตรฐานใช้วัสดุตกแต่งพิเศษเฉพาะอย่างไมโครไฟเบอร์ระดับพรีเมียม Corsa Tex by Dinamica ที่ช่วยลดน้ำหนักลงอีก 2.7 กิโลกรัม โดยยังนำเสนอตัวเลือกวัสดุหุ้มแบบอื่น ๆ สำหรับการตกแต่งสำหรับลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงตกแต่งภายในสไตล์ Unicolor Performante Leather Interior
โดยสรุปแล้ว นวัตกรรมทางเทคนิคในทุกรายละเอียดของ Urus SE Performante ถูกหลอมรวมให้เป็นยานยนต์ที่การลดน้ำหนักตัวรถถูกแปรเปลี่ยนเป็นการตอบสนองเชิงไดนามิกและความแม่นยำในการขับขี่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเซกเมนต์เดียวกัน

เซนเซอร์ 6D และระบบ IPB มอบไดนามิกการขับขี่ระดับซูเปอร์สปอร์ตที่แท้จริง
วิวัฒนาการด้านเทคนิคของ Urus SE Performante ได้ก้าวมาถึงขีดสุด ผ่านการผนวกเซนเซอร์ 6D แบบ Six-degrees-of-freedom ที่ปฏิวัติวงการ โดยเปิดตัวครั้งแรกในรถยนต์ที่ออกแบบและผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษเพียงคันเดียวในโลกรุ่น Fenomeno ณ งาน Monterey Car Week ปี ค.ศ. 2025 ณ เพบเบิลบีช โดยเซนเซอร์รุ่นนี้ถูกนำมาติดตั้งอย่างมีกลยุทธ์ใกล้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ ซึ่งชื่อของมันมาจากความสามารถในการวัดพารามิเตอร์ทางกายภาพ 6 ค่า ได้แก่ ความเร่งตามแกนทั้ง 3 มิติ รวมถึงความเร็วเชิงมุมของการก้ม-เงย การโคลงด้านข้าง และการส่ายของตัวรถ
เทคโนโลยีนี้ก้าวไปไกลกว่าการเก็บข้อมูลการขับขี่ทั่วไป โดยผสานเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ครอบคลุมเซนเซอร์เสมือน (อัลกอริทึม “inno-controller”) และตรรกะเชิงคาดการณ์ที่พัฒนาขึ้นภายในชุดควบคุม IPB (Integrated Power Brake)
“หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนบุคลิกด้านสมรรถนะขั้นสุดของ Urus SE Performante ใหม่นี้อย่างชัดเจนที่สุด คือระบบเบรก” มร.สเตฟาโน คอสซัลเตอร์ ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์ Urus กล่าว “การผสานระบบ Integrated Power Brake (IPB) อย่างไร้รอยต่อ ช่วยยกระดับขีดความสามารถเชิงไดนามิกของตัวรถ มอบความแม่นยำ การตอบสนอง และความมั่นใจในการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกสภาวะ ด้วยแอคเซเลอโรมิเตอร์ 8 ตัวที่กระจายทั่วตัวรถตามล้อแต่ละล้อและที่มุมทั้งสี่ของแชสซี ทำให้ระบบสามารถวิเคราะห์การยึดเกาะของยางทั้งแนวตรงและแนวขวางอย่างต่อเนื่อง พร้อมเฝ้าติดตามอาการโคลงของตัวถังได้แบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกประมวลผลโดย IPB เพื่อการบริหารเบรกเชิงคาดการณ์ขั้นสูงและการควบคุมรถที่สมบูรณ์แบบในทุกขณะ”
ระบบจึงสามารถประเมินค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการยึดเกาะของยาง ความเร็วจริงของตัวรถ และมุมทรงตัวของตัวถัง ทำให้การบริหารพลศาสตร์ของรถไม่ได้อิงเพียงฟีดแบ็กการตอบสนองเท่านั้น แต่ยังอาศัยการคาดการณ์ล่วงหน้าต่อพฤติกรรมการขับขี่บนถนนและในสนามแข่ง
เมื่อทำหน้าที่เป็นตัวปรับแรงดันขั้นสูง ระบบ IPB ก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบ ABS ทั่วไป ด้วยการเปลี่ยนการทำงานแบบเปิด-ปิด แล้วแทนที่ด้วยการปรับแรงบิดเบรกที่คาลิเปอร์แต่ละตัวอย่างต่อเนื่องและลื่นไหล ผลลัพธ์คือได้กำลังเบรกเพิ่มขึ้น 10% และการตอบสนองของระบบที่ดีขึ้น 12% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante โดยระยะเบรกจาก 200-0 กม./ชม. สั้นลงเหลือไม่ถึง 130 เมตร โดยทั้งหมดนี้แทบไม่ต้องปรับเปลี่ยนสเปกทางเทคนิคของระบบเบรกเลย แต่ยังคงทำระยะได้เทียบเท่ากับ Urus SE
ในขณะเดียวกัน การทำงานผสานกันระหว่างเซนเซอร์ 6D กับ IPB ยังส่งผลถึงระบบควบคุมการยึดเกาะ Traction Control System (TCS) และระบบ Integrated Vehicle Control (IVC) เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านข้างของตัวรถ ด้วยขีดความสามารถเชิงคาดการณ์จากเซนเซอร์เสมือน ทำให้ระบบควบคุมการยึดเกาะสามารถทำงานเชิงรุกแบบแอ็กทีฟ การส่งแรงบิดและแรงดันเบรกจึงถูกจัดสรรอย่างนุ่มนวล ต่อเนื่อง และแม่นยำ โดยไม่มีการสะดุดของกำลังขับเคลื่อนแม้แต่น้อย
“นอกจากระบบ IPB แล้ว เซนเซอร์ 6D ซึ่งนำมาจากรุ่น Fenomeno ยังถูกนำมาติดตั้งไว้ที่จุดศูนย์ถ่วงของ Urus SE Performante เพื่อวัดค่าสัมประสิทธิ์การส่าย การโคลง และการก้มเงยให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น” คอสซัลเตอร์ กล่าวเสริม “เมื่อดูที่ข้อมูลทั้งหมดจะพบว่า Urus SE Performante สามารถทำอัตราหน่วงสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 9% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน พร้อมการหักหลบที่เร็วขึ้น 6% และเวลาตอบสนองที่ไวขึ้นอีก 12%”
ในขณะเดียวกัน ระบบ IVC ก็ใช้ค่าประเมินมุมทรงตัวของตัวถังเพื่อปรับจังหวะการหักหลบให้เหมาะสมที่สุด โดยเฉพาะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เช่น เมื่อเปลี่ยนเลนกะทันหัน ทำให้รถตอบสนองเร็วขึ้น 6% ขจัดอาการแกว่งและการรักษาแนวเส้นทางที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบการควบคุมที่เหนือชั้นและความปลอดภัยขั้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลอดจนช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่สู่มาตรฐานสมรรถนะสูงสุดที่แท้ริง

ระบบ AURA พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม Dual-chamber
ระบบกันสะเทือนและการบริหารพลศาสตร์แนวดิ่งของ Urus SE Performante ใหม่ คือจุดสูงสุดของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี ด้วยการเปิดตัวสถาปัตยกรรม AURA พร้อมระบบกันสะเทือนแบบถุงลม 2K2V dual-chamber โดยเมื่อเปรียบเทียบกับ Urus รุ่นก่อน ถือว่ารถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนบุคลิกการขับขี่ไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการปรับเปลี่ยนทั้งองค์ประกอบด้านความยืดหยุ่นและความหน่วงไปพร้อมกัน
หัวใจของการตอบสนองของแชสซีคือถุงลมแบบ dual-chamber ใหม่ (โดย “2K” หมายถึงห้องอากาศ 2 ห้อง ทำงานร่วมกับ “2V” คือวาล์ว 2 ตัว) การปรับแต่งนี้ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนความแข็งของเพลาได้อย่างเฉพาะเจาะจงตามโหมดและสไตล์การขับขี่แต่ละแบบ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการทำงานให้ครอบคลุมทั้งความนุ่มนวลและสมรรถนะแบบสปอร์ตได้อย่างมาก
ระบบจะบริหารปริมาตรอากาศแบบแยกกันสองส่วน ได้แก่ ห้องอากาศหลักที่ส่วนบน ทำหน้าที่ด้านพลศาสตร์ทั้งหมดและการขับขี่ในสนาม โดยจะทำงานตลอดเวลาเพื่อรองรับแรงด้านข้างสูงสุดและมอบการเข้าโค้งที่เฉียบคม ในขณะที่ห้องอากาศรองจะทำงานในโหมดขับขี่ที่เน้นความสบาย เมื่อวาล์วเชื่อมระหว่างสองห้องเปิดออก ปริมาตรอากาศที่รวมกันจะช่วยให้ตัวรถซับแรงจากพื้นผิวขรุขระได้นุ่มนวลเป็นพิเศษ ลดการกระแทกบนพื้นผิวถนนไม่สม่ำเสมอได้อย่างชัดเจน
นวัตกรรมระบบกันสะเทือนใน Urus SE Performante ยังรวมถึงแดมเปอร์แบบวาล์วคู่ ซึ่งเดิมในระบบรุ่นก่อน ใช้วาล์วเดี่ยวจัดการความหน่วงทั้งหมด แต่ชุดใหม่นี้แยกวาล์วออกเป็นสองตัว ทำให้ชุดควบคุมใหม่สามารถปรับแรงหน่วงขณะยุบตัวได้โดยไม่กระทบการคืนตัว และในทางกลับกัน ระบบยังปรับการตอบสนองของวาล์วแต่ละตัวได้ทันทีตามสภาพถนนและโหมดขับขี่ที่เลือกใช้
การบริหารแบบอิสระนี้ทำให้การซับแรงจากพื้นผิวถนนที่ไม่ราบเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น โดยแทบจะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของตัวถังและยังมอบความรู้สึกสบายแก่ผู้โดยสารได้อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ระบบยังการันตีว่ายางจะสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างเหมาะสมที่สุดแม้บนพื้นผิวที่เสื่อมสภาพ โดยยังสามารถคงการยึดเกาะและความปลอดภัยโดยไม่กระทบเสถียรภาพโดยรวม เทคโนโลยีนี้ยังมอบระยะการปรับแต่งที่กว้างขึ้น สามารถปรับจูนรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ช่วยยกระดับทั้งการควบคุมรถและความสบายในเชิงพลศาสตร์ให้ดียิ่งขึ้น
การผสานระบบ 2K2V ยังช่วยลดอัตราการโคลงตัวขณะขับขี่แบบสปอร์ตลงถึง 55% ร่วมกับการลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลถึงความสบายลงอีก 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ Urus Performante รุ่นก่อน
อีกหนึ่งการอัปเกรดพื้นฐานสำคัญของ Urus SE Performante คือการเพิ่มความกว้างฐานล้อขึ้นอีก 16 มม. ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านข้างให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตัวรถต้านอาการโคลงขณะเข้าโค้งได้ดีขึ้น และนิ่งขึ้นระหว่างการเปลี่ยนทิศทางแบบฉับพลัน ในด้านสมรรถนะการเข้าโค้งก็พัฒนาขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเกิดจากการกระจายแรงด้านข้างสู่ยางทั้งสี่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการตอบสนองพวงมาลัยที่แม่นยำและควบคุมง่ายขึ้น โดยที่ตัวรถยังมีภาพลักษณ์ที่หนักแน่นดุดัน เสริมความมั่นใจและการควบคุมโดยรวมให้แก่ผู้ขับขี่
ตัวรถติดตั้งแอคเซเลอโรมิเตอร์ 8 ตัว แบ่งเป็นเซนเซอร์ 4 ตัวที่ดุมล้อ และอีก 4 ตัวบนโครงแชสซี ทำหน้าที่ป้อนชุดข้อมูลอย่างต่อเนื่องสู่ชุดควบคุมที่อัปเกรดใหม่ เพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมไดนามิกเชิงคาดการณ์ และด้วยระบบอัจฉริยะนี้ สัญญาณที่ส่งไปยังมุมทั้งสี่ของตัวรถจะปรับเปลี่ยนการตอบสนองต่อแรงพลศาสตร์ได้ในทันที
ด้วยเหตุนี้ Urus SE Performante จึงไม่ได้ลดทอนคุณภาพในด้านใดเลย หากผสานความประณีตหรูหราเข้ากับความคล่องตัวระดับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ตอบสนองได้อย่างเฉียบคม พร้อมเปลี่ยนบุคลิกการขับขี่ได้เพียงแค่กดปุ่มสั่งการ ให้คุณพร้อมพุ่งทะยานผ่านทุกโค้งถนน ด้วยประสิทธิภาพควบคุมการโคลงและการก้มเงยของรถที่เที่ยงตรงในระดับมิลลิเมตร

จากถนนสู่สนามแรลลี่ สัมผัสทุกบุคลิกของ Urus SE Performante
บริเวณกึ่งกลางคอนโซลติดตั้งปุ่มเลือกโหมด “Tamburo” ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ต่างๆ โดยผสานโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบของ Urus SE Performante เข้ากับกลยุทธ์สมรรถนะไฟฟ้า (EPS) อีก 4 รูปแบบที่เปิดตัวไปแล้วในรุ่น Urus SE
Urus SE Performante ยังมอบความแปลกใหม่ที่มีมาให้ครั้งแรกอย่างโหมด Rally ซึ่งได้รับการปรับจูนมาโดยเฉพาะเพื่อมอบความสนุกเร้าใจสูงสุดในการขับขี่บนทางดิน ไม่เพียงสะท้อนถึงบุคลิกรถยนต์สายสปอร์ต แต่ยังปลดปล่อยสมรรถนะขั้นสุดบนถนนลูกรังและภูมิประเทศสุดโหดในสไตล์ออฟโรดอย่างแท้จริง
สำหรับโหมด EV คือประสบการณ์การขับขี่ที่ดึงศักยภาพของพลังงานไฟฟ้ามาใช้อย่างเต็มที่ โดยปรับแต่งมาเพื่อการขับขี่ในเมือง ทำให้รถแล่นได้ไกลกว่า 60 กิโลเมตรด้วยแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้เกิน 130 กม./ชม.
โหมด Hybrid ซึ่งเลือกได้ขณะขับขี่ในโหมด Strada มอบประสิทธิภาพสูงสุด ความสะดวกสบาย และสมดุลที่ลงตัวระหว่างเครื่องยนต์สันดาปกับมอเตอร์ไฟฟ้า ในขณะที่โหมด Recharge ที่เลือกขับได้ในโหมด Strada, Sport, Corsa และ Neve ช่วยชาร์จแบตเตอรี่กลับได้สูงสุดถึง 80% โดยยังคงสมรรถนะการขับได้อย่างเหมาะสม
โหมด Performance ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่ต้องการสัมผัสขีดความสามารถของ Urus อย่างเต็มพิกัด ไม่เพียงในโหมด Strada, Sport และ Corsa แต่รวมถึงโหมด Rally ด้วย
Urus SE Performante ถ่ายทอดสมรรถนะอย่างไร้ขีดจำกัดในทุกโหมดการขับขี่ โดยโหมด Strada มอบความสบายของตัวรถได้อย่างเป็นเลิศ ขณะที่โหมด Sport จะกระตุ้นความสนุกสนานเร้าใจในการขับขี่ขั้นสุด โดยเสริมความคล่องตัวและความสามารถในการควบคุมการ oversteer ที่เปี่ยมพลังและการดริฟต์ได้อย่างง่ายดาย
ในโหมด Corsa ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ Urus SE Performante จะปลดปล่อยขีดความสามารถด้านพลศาสตร์ขั้นสูงสุด เสริมด้วยระบบกันสะเทือนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถัง (การก้มเงย การส่าย การโคลง และการยวบตัวแนวดิ่ง) ทำให้ตัวรถนิ่งและตอบสนองฉับไวเป็นพิเศษ แม้ในขณะปีนขอบทางยกระดับในสนามแข่ง
ด้วยโหมดขับขี่ที่ล้ำหน้าทั้งหมดนี้ ทำให้ Urus SE Performante สามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกการขับขี่ได้อย่างไร้รอยต่อในปุ่มเดียว จากความนุ่มนวลนั่งสบายอย่างลักชัวรี ไปสู่การโหมดสมรรถนะอันเฉียบคมที่ปลดปล่อยพลังและความแม่นยำอันเต็มเปี่ยม รวมถึงประสบการณ์แบบออฟโรดสุดเร้าใจ ณ จุดที่ขีดความสามารถและการควบคุมจะเปลี่ยนทุกภูมิประเทศให้กลายเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าอารมณ์อย่างแท้จริง

เสียงคำรามของรถยนต์
Lamborghini Urus SE Performante ใหม่ หลอมรวมวิศวกรรมเสียงและสมรรถนะเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการใช้ระบบท่อไอเสียไทเทเนียมแบบใหม่ที่ลัมโบร์กินีพัฒนาร่วมกับ Akrapovič ส่วนประกอบสำคัญนี้ช่วยขับเน้นบุคลิกความเป็นซูเปอร์เอสยูวี และเพิ่มความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถยนต์ของผู้ขับขี่ในทุกโหมด
อุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วยระบบท่อไอเสียสปอร์ตไทเทเนียมน้ำหนักเบาจาก Akrapovič โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบมาให้เน้นสมรรถนะและกระตุ้นเร้าประสบการณ์การขับขี่ ด้วย “ซาวด์แทร็กไทเทเนียม” อันหนักแน่นที่รอบเครื่องต่ำและโน้ตเสียงสปอร์ตอันเร้าใจยิ่งขึ้นขณะเร่งความเร็ว ระบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้จะสร้างสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมภาพลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวของ Urus SE Performante ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบไอเสียตามมาตรฐานเดิม ชุดไทเทเนียมแบบใหม่ยังช่วยลดน้ำหนักลงถึง 10 กิโลกรัม เสริมด้วยปลายท่อดีไซน์ใหม่ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านสมรรถนะของตัวรถ
นวัตกรรมเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือการตัดจุดเชื่อมแบบ “X-cross” ระหว่างแถวสูบซ้ายและขวาออก ซึ่งสถาปัตยกรรมนี้ทำให้ท่อไอเสียทั้งสองเส้นแยกอิสระจากกันโดยสมบูรณ์ พร้อมมอบข้อได้เปรียบหลัก 2 ประการ ประการแรก คือการลดกระแสลมหมุนวนให้น้อยลงที่สุด ซึ่งช่วยให้ระบบระบายไอเสียทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ประการที่สอง คือความบริสุทธิ์ของเสียง เมื่อไร้คลื่นรบกวนระหว่างแถวสูบ โน้ตเสียงของไอเสียจึงเป็นระเบียบ ใสกระจ่าง และทรงพลังยิ่งขึ้น ตอกย้ำโทนเสียงทุ้มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ของ ลัมโบร์กินี

นอกจากนี้ ยังเสริมการปรับแต่งด้านพลศาสตร์ของไหลด้วยขนาดปลายท่อที่ต่างกัน โดยท่อหลักขนาด 65 มม. และท่อรองขนาด 76 มม. จะทำงานประสานกันเพื่อเพิ่มระดับเสียงรวมและมอบเอกลักษณ์ของเสียงที่ไม่ซ้ำใคร
ภายในหม้อพักไอเสีย ติดตั้งเรโซเนเตอร์แบบ Helmholtz สองตัว (หนึ่งตัวต่อท่ออิสระแต่ละเส้น) ซึ่งได้รับการปรับจูนอย่างพิถีพิถันที่ความถี่ 124 เฮิรตซ์ และ 128 เฮิรตซ์ เพื่อมอบประสบการณ์ทางเสียงที่เร้าอารมณ์อย่างแท้จริง
ระบบนี้ตอบสนองเป้าหมายทางเทคนิค 2 ด้าน หนึ่งคือการขยายโน้ตเสียงของไอเสียโดยใช้ประโยชน์จากความผันผวนของแรงดันที่เกิดจากการไหลของอากาศ และอีกด้านคือการขจัดปรากฏการณ์ “Booming” (อาการเสียงก้องความถี่ต่ำ) เพื่อให้เสียงไต่ระดับได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่องมากขึ้น
เสียงคำรามของ Urus SE Performante ใหม่ จึงไม่ได้มาจากฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปรับจูนซอฟต์แวร์อันสลับซับซ้อนที่ทำงานสอดประสานกับระบบบริหารเครื่องยนต์อย่างลงตัว โดยเอฟเฟกต์เสียง “Bubbling” อันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินียังได้รับการพัฒนาต่อยอดและตั้งค่าเฉพาะแต่ละโหมดการขับขี่ ตัวอย่างเช่น ในโหมด Sport เสียงจะยาวและนุ่มนวลกว่า มอบสัมผัสอันน่าพึงพอใจอย่างมาก ในขณะที่โหมด Corsa เสียงจะสั้นลง แต่เข้มข้น ชัดเจน และถี่ขึ้น ขับเน้นจิตวิญญาณซูเปอร์สปอร์ตของตัวรถออกมาอย่างโดดเด่น
ในจังหวะที่สตาร์ทรถ Urus SE Performante ยังมาพร้อมฟังก์ชัน “overshoot at start” โดยรอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นสู่ 2,400 รอบ/นาทีในทันทีก่อนจะคงตัว ทำให้นับตั้งแต่วินาทีแรกของการติดเครื่อง จะสัมผัสได้ถึงการตื่นขึ้นของพลังอันบริสุทธิ์จากภายใน
Urus SE Performante ยังได้รับการออกแบบให้ห้องโดยสารมี “ความโปร่งของเสียง” มากขึ้น เพื่อเสริมประสบการณ์ด้านเสียงจากขุมพลังเครื่องยนต์ในขณะขับขี่ และสร้างความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างโหมดการขับขี่ต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือโปรไฟล์เสียงที่ทุ้มลึกและทรงพลังกว่าเดิม พร้อมลด rush noise (เสียงลมจากการไหลของก๊าซไอเสีย) ทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยนวัตกรรมทั้งหมดนี้ ทำให้ระบบไอเสียของ Urus SE Performante ตอกย้ำสถานะรถยนต์ ราวกับเป็นหัวใจที่กำลังเต้นแรงเพื่อสะท้อนประสบการณ์การขับขี่ที่สูบฉีดสู่ทุกประสาทสัมผัส ผสานความแม่นยำทางเทคนิคเข้ากับความหลงใหลอันเร่าร้อนในดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี

ยาง
Urus SE Performante มาพร้อมยาง Pirelli P Zero ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกทั้งขนาด 22 และ 23 นิ้ว เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเซตอัปที่ตอบโจทย์ความสมดุลระหว่างความสบายกับความสปอร์ตได้ตามต้องการ สำหรับฤดูหนาว ยังนำเสนอยาง Pirelli Scorpion Winter 2 โดยยางทั้งสองตระกูลยังมาพร้อมเทคโนโลยี Pirelli Elect ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสมรรถนะและบุคลิกการขับขี่ของตระกูล Urus ให้สมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ ยังสามารถเติมเต็มแพ็กเกจด้วยยางเซมิสลิก หน้ากว้างพิเศษขนาด 22 นิ้วรุ่นใหม่ เพื่อการรีดสมรรถนะขั้นสูงสุดในสนามแข่ง (Bridgestone Potenza Race)
หมายเหตุ
[1] รถยนต์รุ่นนี้ยังไม่เปิดจำหน่าย จึงยังไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด Directive 1999/94/EC โดยข้อมูลอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษอยู่ระหว่างขั้นตอนการรับรองมาตรฐาน
[2] Urus SE (WLTP): อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 21.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. บวก 5.71 ลิตร/100 กม.; การปล่อย CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 140 กรัม/กม.; ระดับ CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): E; ระดับ CO2 เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 12.9 ลิตร/100 กม.
[3] Revuelto (WLTP): อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 4.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง/100 กม. บวก 15 ลิตร/100 กม.; การปล่อย CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): 350 กรัม/กม.; ระดับ CO2 (ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรวม): G; ระดับ CO2 เมื่อแบตเตอรี่หมด: G; อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อแบตเตอรี่หมด (รวม): 17.9 ลิตร/100 กม.
ติดตามข่าวสารด้านยานยนต์ “ออโต้ไลค์ ทีวี” ได้ทาง PPTV HD36 ทุกวันพฤหัส เวลา 23.00 – 23.30 น.
หรือได้ทางออนไลน์ www.autoliketv.com
ทางเฟสบุ๊ค www.facebook.com/Autoliketv
ทางยูทูป www.youtube.com/AutoLikeTV
และ TIKTOK www.tiktok.com/@autoliketv












